กำเนิดกรมการทหารสื่อสาร

การสื่อสารของกองทัพบก ก่อนสมัย ร.ศ. ๑๒๖ ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "เครื่องสัญญา" มีเจ้าหน้าที่ในกรมทหารช่างเป็นผู้ปฏิบัติการ หลักในการใช้เครื่องสัญญา หน่วยทหารเหล่าอื่นต้องจัดทหารขึ้นเป็นผู้ใช้เครื่องสัญญาของตนเองโดยอาศัยข้อบังคับให้ใช้เครื่องสัญญาประกอบกับสมุดโค้ดโทรเลขทหารบกและเครื่องหมายเลขสัญญาสำหรับธงคู่และธงเดี่ยวซึ่งกรมยุทนาธิการออกข้อบังคับไว้เป็นแนวทางปฏิบัติ

ตั้งแต่เสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินได้ทรงดำรงพระยศ นายพันเอก และทรงรับตำแหน่งจเรทหารช่าง เมื่อ ๒๑ ก.ย ๒๔๔๙ เป็นต้นมาพระองค์ไม่เคยละไปจากทหารช่างเลย แม้จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งใหญ่น้อยอื่นๆ ทั้งในทางทหารช่างพลเรือนอีกมากมายก็ยังโปรดเกล้าฯ ให้รั้งตำแหน่งจเรทหารช่างไว้ด้วยตลอดเวลาทั้งนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชประสงค์ไว้ตั้งแต่ต้น

ในการกำหนดให้พระองค์เจ้าชายบุรฉัตรไชยากรเข้าศึกษาในด้านโยธาธิการ และได้ทรงเล็งเห็นอย่างถ่องแท้ในความปรีชาสามารถตามวิริยะตั้งพระทัยแน่วแน่ ในการเร่งรัดปรับปรุงเรื่องของทหารช่างจึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้รับผิดชอบอำนวยการบริหารปรับปรุง กิจการทหารช่าง ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลา ๓ แผ่นดิน (รัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๗)

พระอุตสาหะวิริยะและการเสียสละส่วนพระองค์ของเสด็จในกรมพระเพชรอัครโยธินที่ทรงมอบให้แก่กิจทหารช่าง อันเป็นพื้นฐานปูแนวทางก่อกำเนิด "เหล่าทหารสื่อสาร" ในเวลาต่อมามีเอนกประการอาทิเช่น ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระราชดำริให้กองทัพบกไทยกวดขันในแผนกทหารช่างให้ดียิ่งขึ้นไปอีกจึงโปรดเกล้าฯ ให้นายพลโทกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธินทรงรับตำแหน่งจเรทหารช่างแต่อย่างเดียว เพื่อบรรเทาภาระ ในหน้าที่อื่นมาเร่งรัดเรื่องของทหารช่างให้เร็วที่สุดนั้น เสด็จในกรมฯ ได้กราบ ถวายบังคมลาออกไปรักษาพระองค์ยังประเทศอียิปต์และยุโรป เป็นเป็นเวลา ๑ ปี ยังทรงพระอุสาหะใช้ช่วงเวลานั้น เสด็จทอดพระเนตรการทหารช่างของยุโรปซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงในชั้นสูงอย่างรวดเร็ว โดยมิได้อนาทรต่อความเหนื่อยยากพระวรกาย

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ โปรดให้ตั้ง โรงเรียนทหารช่าง ขึ้นในกระทรวงกลาโหมให้คัดเลือกนายทหารช่างจากกรมกองต่างๆ ไปเข้าเรียนกำหนดวิชาที่สอนในโรงเรียนทหารช่างในตอนนั้น ให้มีทั้งวิชาการชลประทาน, การไฟฟ้า, การสะพานต่างๆ เครื่องกีดขวาง, วัตถุระเบิด, การไฟฟ้าทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ, การไปรษณีย์, การสัญญาณมีเครื่องมือสื่อสารต่างๆ และเครื่องนำสารชนิดต่างๆ แสดงว่าในสมัยนั้นได้ฝึกสอนให้ทหารช่างทำหน้าที่อย่างทหารช่างกับทหารสื่อสารในปัจจุบันรวมกัน ซึ่งเป็นการวางแนวทางการศึกษา ไว้เป็นอย่างดีแล้วในการที่จะแยกออกมาเป็น "เหล่าทหารสื่อสาร"

ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ เสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน จเรการช่างทหารบกท่านได้มอบเครื่องมือสื่อสารไฟฟ้าแบบทันสมัยซึ่งนักประดิษฐ์คิดสร้างสำเร็จ เพื่อฝึกใช้ราชการเป็นเครื่องมือที่รับส่งกันเป็นคำพูดและโทรเลข ในหีบเดียวกันท่านจเรฯ ท่านได้ส่งมาเรื่อยๆ และเป็นแบบต่างๆกัน *(พ.อ.เทศ กิตติรัต, "อาลัยรักรำลึกถึงเพื่อน" อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอก จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บริษัท เอดิสัน เพรสโพรดักส์ จำกัด,๒๕๒๖" หน้า ๔๑.) การทำงานของเราต่อมารู้สึกว่าสนุก และหนักมือหน่อย เนื่องจากเสด็จในกรมฯ ท่านส่งเครื่องวิทยุแปลกๆ มาให้ทดลองกัน โดยส่วนมากจะทดลองกันที่วังเสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินไปที่กรมทหารช่างบางซื่อ และที่กระทรวงกลาโหม กาลเวลาล่วงมาจนถึงวันที่ ๒๗ พ.ศ. ๒๔๖๗ จึงได้มีคำสั่ง ตั้งทหารสื่อสารขึ้นเรียกว่า ชนิดทหารสื่อสารมีสีเม็ดมะปรางเป็นสัญญาลักษณ์ โดยจัดให้มีกองโรงเรียนทหารสื่อสารขึ้นในกรมจเรการช่างทหารบก กำหนดหน้าที่ของแผนกที่ ๒ กรมจเรการช่างทหารบกให้มีหน้าที่การสื่อสารและการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสื่อสาร จึงนับว่าได้ แยกงานการสื่อสารออกจากทหารช่างก่อกำเนิดเป็นขึ้นอีกเหล่าหนึ่ง "ทหารสื่อสาร" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่ก็ยังคงอยู่ในกรมจเรการช่างทหารบกภายใต้การบังคับบัญชาดูแลอุปการะของเสด็จในกรมฯ จเรการช่างทหารบกต่อมาอีก

จนปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๖ มีการตั้งกรมจเรทหารบกขึ้น มีแผนกที่ ๕ กรมจเรทหารบก มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการทหารสื่อสารตั้งสำนักงานอยู่ ในกระทรวงกลาโหมจึงเป็นการแยกทหารช่างกับทหารสื่อสารออกจากกันโดยเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้น

จึงสรุปได้ว่า ตลอดเวลาปฏิบัติราชการของเสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงปกครองบังคับบัญชาโอบอุ้ม ทำนุบำรุง ทหารช่างมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีห้วงเวลาที่จะจากไปเลย และในขณะเดียวกันพระองค์ได้ปลูกฝั่งวางรากฐาน ปรับปรุง กิจการสื่อสารของกองทัพบกอันเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่เคยมอบหมายให้ทหารช่างเป็นผู้ปฏิบัติจนเติบโต ก้าวหน้าแยกออกมาเป็น "ทหารสื่อสาร" ขึ้นอีกเหล่าหนึ่ง จึงถือได้ว่า พระองค์เป็นผู้ให้กำเนิด "เหล่าทหารสื่อสาร"